Workation คืออะไร และทำไมต้องเป็นญี่ปุ่น?
ในยุคที่การทำงานไม่จำเป็นต้องอยู่ในออฟฟิศ Workation หรือการทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วย กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม Digital Nomad และคนที่สามารถทำงานแบบ Remote Work ได้ ซึ่งญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เหมาะที่สุดสำหรับ Workation เพราะมีอินเทอร์เน็ตที่เร็วและเสถียร มีคาเฟ่และ Co-Working Space คุณภาพเยี่ยม รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายให้เลือกสำรวจ
ทำไมต้อง Workation ที่ญี่ปุ่น?
อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเครือข่าย Wi-Fi ครอบคลุมทั่วประเทศ
คาเฟ่และ Co-Working Space เยอะ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
วัฒนธรรมญี่ปุ่นเงียบสงบ เหมาะกับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ
มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมาย ทั้งธรรมชาติและเมืองใหญ่
ระบบขนส่งมวลชนที่สะดวก เดินทางง่าย ไม่ต้องเช่ารถ
หากคุณกำลังมองหาสถานที่ทำงานแบบ Workation ที่มีทั้งบรรยากาศการทำงานที่ดีและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ญี่ปุ่นคือคำตอบ!

ข้อดีของการ Workation ที่ญี่ปุ่น
- ผสมผสานชีวิตการทำงานและการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว
Workation ช่วยให้คุณไม่ต้องลาพักร้อนยาว ๆ แต่สามารถทำงานได้พร้อมกับเดินทางสำรวจประเทศญี่ปุ่นไปด้วย คุณสามารถเริ่มวันใหม่ด้วยกาแฟที่คาเฟ่เงียบ ๆ ในโตเกียว ทำงานช่วงเช้า และใช้เวลาช่วงบ่ายไปเดินเล่นในสวนอุเอโนะ หรือเย็น ๆ ไปช้อปปิ้งที่ชิบูย่า - บรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงาน
วัฒนธรรมญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบและการให้เกียรติพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องใช้สมาธิในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดสาธารณะ คาเฟ่ที่มีโซนเงียบ หรือ Co-Working Space ที่มีมุมทำงานแบบเป็นส่วนตัว - ค่าใช้จ่ายที่สามารถควบคุมได้
แม้ญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูง แต่การทำ Workation ที่นี่สามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้ดี เช่น การเลือกพักที่โรงแรม Business Hotel หรือ Guesthouse ที่ราคาถูก หรือเลือกทำงานในพื้นที่สาธารณะอย่าง Starbucks ที่มี Wi-Fi ฟรี
สถานที่ที่เหมาะสำหรับ Workation ในญี่ปุ่น
เมืองใหญ่ที่เหมาะกับ Digital Nomad

- โตเกียว (Tokyo)
- คาเฟ่และ Co-Working Space เยอะ เช่น WeWork, The Hive Jinnan, Tsutaya Book Café
- มีแหล่งช้อปปิ้งและสถานที่ท่องเที่ยวให้พักผ่อนหลังเลิกงาน
- อินเทอร์เน็ตแรง และมีจุดให้บริการ Wi-Fi ฟรีมากมาย
- โอซาก้า (Osaka)
- ค่าใช้จ่ายถูกกว่าโตเกียว มีคาเฟ่เงียบ ๆ สำหรับทำงาน เช่น Brooklyn Parlor Osaka, Lilo Coffee Roasters
- บรรยากาศเป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียดเหมือนโตเกียว
เมืองเล็กสงบ ๆ เหมาะกับคนต้องการสมาธิ
- คามาคุระ (Kamakura)
- เมืองชายทะเล บรรยากาศสงบ ใกล้โตเกียว เดินทางง่าย
- มีร้านกาแฟสไตล์ญี่ปุ่นให้เลือกมากมาย เช่น Café Yoridocoro
- คารุอิซาวะ (Karuizawa)
- เมืองตากอากาศที่มีอากาศเย็นสบายตลอดปี
- ที่พักสไตล์เรียวกังและคาเฟ่ที่เงียบสงบสำหรับทำงาน
โซนธรรมชาติสำหรับพักผ่อนและชาร์จพลัง
- ฮอกไกโด (Hokkaido)
- อากาศบริสุทธิ์ ธรรมชาติสวยงาม เหมาะกับการรีเฟรชสมอง
- แนะนำ Coworking Space Sapporo สำหรับคนที่ต้องการทำงานในบรรยากาศที่เงียบสงบ
- โอกินาว่า (Okinawa)
- เหมาะกับสาย Workation ที่อยากอยู่ใกล้ทะเล
- มี Co-Working Space ที่เปิดรับวิวทะเล เช่น Howlive Naha
เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง: สิ่งที่ต้องรู้
เอกสารที่จำเป็น
- สำหรับคนไทย สามารถ อยู่ในญี่ปุ่นได้ 15 วันโดยไม่ต้องใช้วีซ่า
- หากต้องการอยู่เกิน 15 วัน อาจต้องขอ วีซ่านักท่องเที่ยวแบบพิเศษ หรือใช้ วีซ่านักเรียน/วีซ่าทำงาน
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
- Pocket Wi-Fi: สะดวกและแชร์ได้หลายอุปกรณ์
- ซิมการ์ดญี่ปุ่น: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการใช้งานยาว ๆ
แอปพลิเคชันที่ควรมี
- Google Maps: ใช้นำทาง
- Navitime: แอปสำหรับเช็กรถไฟในญี่ปุ่น
- Time Zone Converter: ช่วยจัดตารางเวลาการทำงานระหว่างประเทศ
เคล็ดลับการบาลานซ์การทำงานและการเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ
วางตารางงานให้ชัดเจน เช่น ทำงานช่วงเช้า เที่ยวช่วงบ่าย
เลือกที่พักที่มีอินเทอร์เน็ตแรง เช่น Business Hotel หรือ Co-Working Space
ใช้สถานที่ทำงานแบบ Flexible เช่น คาเฟ่ หรือห้องสมุดสาธารณะ
สำรองไฟล์งานไว้บน Cloud เผื่อกรณีอินเทอร์เน็ตมีปัญหา
Workation ที่ญี่ปุ่นเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานและพักผ่อนไปพร้อม ๆ กัน ด้วยความสะดวกของเทคโนโลยี ระบบขนส่ง และสถานที่ที่เหมาะกับการทำงาน ญี่ปุ่นจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและคนทำงานยุคใหม่
ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีทำให้ชีวิต Work-Life Balance ดีขึ้น ลองเก็บ Workation ญี่ปุ่นไว้เป็นตัวเลือก แล้วออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ กันเลย!